แนวคิดความเชื่อ-ความเข้าใจ เรื่องจักรวาล [หน้า 2/4]

 
  แนวคิดความเชื่อ-ความเข้าใจ เรื่องจักรวาล [หน้า 2/4]
 
 
แนวคิดเรื่องภพภูมิ ในศาสนาพุทธ
 
 
คำอธิบายที่ 3 ในเชิงพุทธปรัชญาเถรวาท

โดยเนื้อแท้ รายละเอียดปลีกย่อยหลายศาสนาส่วนใหญ่ มักได้ยินเรื่องราวของ
สวรรค์และนรกและเกี่ยวพันไปถึงเรื่องจักรวาล สืบเนื่องผสมผสานในทางปรัชญา
มีน้ำหนักไม่น้อย สามารถสร้างความเชื่อ ความเข้าใจต่อคนทั่วไปค่อนข้างง่าย
ด้วยความลึกซึง

ด้วยเหตุผลใดก็ตาม คงปฎิเสธยากต่อระยะเวลา ของคำอธิบายที่มีนับหลายพันปี
เป็นพลังที่มีอิทธิพลสู่มนุษย์เกือบทั้งโลก ทั้งๆที่คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์รุดหน้า
ขึ้นตามลำดับ แต่ไม่สามารถลบคำอธิบายจากศาสนาหลักๆ ที่สำคัญของโลกได้

แต่กลับจะเป็นเห็นพ้องกันเพิ่มขึ้นในหลายประเด็น สร้างความยอมรับให้แน่นแฟ้น
ยิ่งขึ้นคงไม่ใช่ความงมงายอย่างแน่นอน จึงเกิดคำอธิบายจักรวาล ดังตัวอย่าง เช่น

โลกทัศน์ที่เกี่ยวกับลักษณะธรรมชาติของโลก และจักรวาลอันมีสัมพันธ ภาพกับ
ความคิดเรื่อง อื่น ๆ เช่น กรรม สุคติ และทุคติในคัมภีร์พระ สุตตันตปิฎก
มี 2 อย่าง คือ

1.ความรู้เรื่องจักรวาลวิทยา ที่พระพุทธเจ้าทรงชี้แจงให้เห็นเกี่ยวกับความรู้ทาง
ประสบการณ์ตรง คือ ความรู้ที่กล่าวถึงกำเนิด ของสิ่งมีชีวิตและลักษณะตาม
ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต นั้น ๆ เช่น มนุษย์ สัตว์ และความรู้บางส่วนซึ่งเป็นความรู้
ที่เกี่ยวกับกำเนิดของโลก

2.ความรู้เรื่องจักรวาลวิทยา ที่พระพุทธเจ้าทรงหยั่งรู้ได้ด้วยทิพยจักษุญาณ คือ
เรื่องภูมิต่างๆ มีการพรรณนาสภาพอันน่าสะพึงกลัวใน ทุคติภูมิหรืออบายภูมิและ
มีการพรรณนาสภาพ อันน่ารื่นรมย์ในสุคติภูมิ

นอกจากนี้ ประเภทของภูมิยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
-ประเภทวัตถุวิสัย (Objective) คือ ภูมิที่ว่าด้วย นรก สวรรค์ ซึ่งเชื่อกันว่ามีอยู่จริง
อย่างเป็นรูปธรรม
-ประเภทจิตวิสัย (Subjective) คือ ภูมิที่ว่าด้วย นรก สวรรค์ ซึ่งเป็นนามธรรมเป็น
สภาวจิต ของมนุษย์และมีอยู่ในจิตใจของมนุษย์
 
 
แนวคิดและความเชื่อ สรรค์ในจักรวาล ของศาสนาอื่น
 
 
หรือมีคำอธิบายทางศาสนาอื่นๆ

Thai Bible R273 แสดงความเกี่ยวพันระหว่างมนุษย์กับโลกใหม่ เช่น (วิวรณ์ 21 และ 22)ในหัวข้อ ท้องฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ มีข้อความบางตอนว่า " ข้าพ
เจ้าได้เห็นท้องฟ้าและแผ่นดินโลกใหม่ เพราะท้องฟ้าเดิมและแผ่นดินโลกเดิมนั้น
หายไปหมดสิ้นแล้ว และทะเลไม่มีอีกแล้ว" แม้จะไม่เป็นคำกล่าวโดยตรง แต่มี
ปัจจัยอนุมานได้ในเรื่องโลกอื่น ที่เป็นดินแดนใหม่ในจักรวาลหรือไม่

คำอธิบายที่ 4 ในเชิงสิ่งดำรงชีพอืน ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในระบบสุริยะ

คงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นจริงหรือไม่ ต่อผู้คนทั่วไป ความหมายโดยนัยคำว่า
สิ่งดำรงชีพ เป็นลักษณะขบวนการของรูปแบบพลังงาน ประเภทที่เรายังไม่เข้าใจ
หรืออธิบายให้แจ่มชัดได้ และไม่ได้หมายความเกี่ยวข้องแบบ UFO.

สำหรับในทางวิทยาศาสตร์ อาจใช้คำว่า Extraterrestrial Intelligence แปลความ
ให้เข้าใจได้ว่า สิ่งทรงปัญญาที่สามารถดำรงชีพได้ในจักรวาล ซึ่งอาจจะไม่หายใจ
โดยออกซิเจนก็ได้ หรืออาจไม่มีรูปลักษณ์เช่นมนุษย์ หรือ E.T.ในภาพยนตร์ แต่
มีความคิดอ่าน สติปัญญา หรือเทคโนโลยี ต้องไม่น้อยไปกว่ามนุษย์บนโลก

ปัญหาและข้อสงสัยมีมาก เหตุเพราะไม่ปรากฎหลักฐานการค้นคว้าในรูปแบบที่
เป็นระบบ หลักเกณฑ์จึงขาดน้ำหนักไป จะมีความเชื่อและความเข้าใจเฉพาะกลุ่ม
บุคคลที่มีประสบการณ์พิเศษโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม สถาบัน SETI และ NASA มีเป้าหมายต่อการสืบค้นในเรื่องนี้อย่าง
เป็นระบบแบบแผน เช่น โครงการสืบค้นโลกใหม่ แผนสำรวจต่างดาว หรือแนวคิด
เรื่องโลกอื่น ในทางกายภาพ อย่างไม่ลดล่ะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

เพราะฉะนั้นคำอธิบาย ความหมายจักรวาล เชิงสิ่งดำรงชีพอื่นที่ไม่ได้อาศัยอยู่ใน
ระบบสุริยะ เป็นแนวคิดที่สมมุติขึ้น เพื่อเปรียบเทียบกับการอธิบายใน 3 แบบแรก
 
 
สิ่งดำรงชีพอื่น อาจมีอยู่ในสถานะพลังงาน ที่ต่างมิติออกไปจากทฤษฎีที่มนุษย์รู้จัก
 
 
เชื่อว่ามีบางบุคคล สามารถเห็นโครงสร้างพลังงานในลักษณะทำนอง Quantum นี้ได้
ในขนาดใกล้เคียง Planck scale (ขนาด 1 ซม./ หนึ่งพันล้านล้านล้านล้านล้าน ส่วน)
 
20 จักรวาลที่ เราอาศัย อยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์เดียวกัน โดยยึดหลักแรง โน้มถ่วง หากมีจักรวาลอื่น อาจไม่สามารถใช้พื้นฐานความเข้ากันทางวิทยาศาสตร์
เดียวกันได้ หรือในจักรวาลเดียวกับเรา แต่กลับมีความต่างระบบกันซึ่งเราอาจไม่
่รู้จักเงื่อนไขนั้นก็เป็นเรื่องยุ่งยาก ต่อคำอธิบายได้ ดังเช่น

จักรวาล มีรูปแบบของสิ่งดำรงชีพได้หลากหลายพันธุกรรม ดำรงชีพอยู่ในดวง
ดาวแต่กาแล็คซี่ รูปสมบัติ ข้อแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยมีระบบขอบเขตของ
มิติกาลเวลาเป็นเส้นแบ่ง (Spacetime ที่เป็นแบบอื่น ไม่ใช่ตามทฤษฎีของโลก)

ระบบการดำรงชีพมีศูนย์กลาง เป็นเส้นใยพลังงานเชื่อมโยงกัน เป็นระบบโดย
เส้นใยเหล่านี้ (จักรวาลที่มองไม่เห็น) สามารถโยงข้ามมิติได้ สิ่งดำรงชีพได้ใน
แต่ละอาณาเขต โดยไม่ผลใดๆกับแรงโน้มถ่วง ที่เหมือนกับของระบบเช่นโลก

ระบบของจักรวาลดังกล่าว มีความกังวลต่อ Mysterious dark energy (พลังงาน
ลึกลับ) ที่กัดเซาะทำลายโดยไม่สามารถ จะมีสิ่งใดต้านทานได้ เป็นจุดอ่อนอย่าง
ยิ่งต่อสภาวะการดำรงชีพในระบบนี้

บางประเภทมีศักยภาพ ความทรงปัญญาสูงด้วยอายุนับแสนปี (เมื่อเทียบกับระบบ
ของโลกแต่สั้น สำหรับระบบตนเอง ด้วยค่าความหมายเวลา ที่แตกต่างกัน) ส่วน
บางประเภทอยู่ด้วยกลไกเครื่องกลเทคโนโลยีขั้นสูง บางประเภทฝังตัวอยู่ในเพลิง
ที่ลุกโชติช่วง บางประเภทกำเนิดระบบตนเองเพียงใช้ลมหมุนวนพลังงานไฟฟ้ากับ
มวลสสาร บางประเภทพักผ่อนโดยวิธีฝังตัวเข้าไปในหิน บางประเภทบริโภคเพียง
พลังงานที่เป็นอนุภาคไฟฟ้า โดยทุกแห่งไม่สามารถเอื้อต่อ ระบบชีวิตมนุษย์ที่มี
โครงสร้างร่างกายแบบเนื้อเยื่อและเลือด

แต่ทั้งหมดมีอายุขัยจุดจบ ตามสภาพแวดล้อม ที่แตกต่างกันตามระบบธรรมชาติ
ของแหล่งอาศัยนั้นๆ สถานะสำคัญขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการดำรงชีพว่ายาวนาน
เพียงใด หากยาวนานมากมีศักยภาพสูง สามารถเดินทางผ่านอวกาศ ด้วยความ
เร็วมากกว่าแสงหลายร้อยเท่า ด้วยระบบเชื่อมโยง สะพานอะตอมในสูญญากาศ
(ไม่ใช่หายตัว) หรือมีสถานะจะสื่อสารกับสิ่งดำรงชีพโลกอื่นได้ โดยระบบดังกล่าว
มีมาก่อนกำเนิดระบบสุริยะ
 
 
Filtering starlinght แสดงค่าการสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) ของพืช จะมีค่า
พัฒนาการ Quantum mechanical ของโลกอื่นต่างจากโลกมนุษย์ (ที่มีสีเขียว)
 
  สุดท้ายต้องการคำตอบเดียวกัน

แม้ว่าคำอธิบายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คำตอบที่ต้องการค้นหาคือ มนุษย์มาจาก
ไหนกันแน่ จักรวาลเกิดขึ้นได้อย่างไร มีจุดจบแบบใด และที่อื่นๆในจักรวาล มีสิ่ง
ดำรงชีพเช่นมนุษย์ หรือไม่ นั้นเป็นคำตอบที่ทุกคนต้องการ

การศึกษาเรื่องจักรวาล คงไม่ต้องการที่โต้แย้งข้ามระบบคำอธิบาย ด้วยความเมา
มันหรือความเก่งกาจอันไร้สาระ ที่ไม่ได้เกิดจากแนวคิดของตน โดยการยึดถือค่า
นิยมอ้างนักทฤษฎี นักปรัชญาต่างๆทั่วโลก เพื่อให้ผู้สนใจมีความเชื่อถือ

ในความเป็นจริงสมมุติฐานนักทฤษฎี นักปรัชญา ก็ไม่ได้ถูกต้องเสียทั้งหมด ความ
สำคัญดังกล่าวนั้น ขึ้นอยู่กับความเข้าใจที่เป็นจริงแต่ละสาขาที่เกี่ยวข้อง ว่าเชื่อใน
เหตุผลใด

นักฟิสิกส์ คงไม่สนใจคำอธิบายแบบอื่น นอกจากข้อพิสูนจ์ด้วยหลักฐานที่มั่นคง
ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น ส่วนนักปรัชญาศาสนา หรือนักเทววิทยา อาจจะปฏิเสธ
ความก้าวหน้าที่เข้าใจล่าช้า ทางวิทยาศาสตร์ ด้วยเหตุอาจมีข้อพิสูนจ์ทางสัจจะ
ธรรม ทางธรรมชาติหรือสัมผัสวิธีการเฉพาะตน และเข้าใจด้วยตนเองเป็นลักษณะ
พิเศษแต่อธิบายไม่ได้ ส่วนนักดาราศาสตร์ คงเชื่อคำตอบ ที่มองเห็นด้วยตาเป็น
หลักเกณฑ์ และ สิ่งดำรงชีพที่ไม่ใช่มนุษย์บนโลก อาจมองคำอธิบายจักรวาล
ทั้งหมดล้าหลัง ยกเว้นของตนเองซึ่งถูกต้องกว่า

โดยหลักสากล มนุษย์ต้องยอมรับกฎเกณฑ์ที่ประจักษ์ เฉพาะทางวิทยาศาสตร์
ในสมการและการทดลองที่ต้องถูกต้องทั้ง 2 ประเด็นเป็นประกันหลักการที่มั่นคง
ส่วนความแตกต่างในความคิด ความเชื่อ จากสมมุติฐานเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ทราบ
แต่เราจละเลยคำอธิบาย แนวทางแบบอื่นๆไปทั้งหมดเลยหรือ แม้ว่าจะไม่เป็นดัง
แนวคิดที่มีเหตุผลเช่นที่เราเชื่ิอ

สมมุติว่าบุคคลใดก็ตาม หากมีความรู้เห็นแจ้งด้านฟิสิกส์ พร้อมกับเข้าใจปรัชญา
ศาสนาและเทววิทยา พร้อมมีความรู้ในเรื่องอวกาศ ดาราศาสตร์ อาจเข้าใจภาพ
รวมจักรวาล ในทุกคำอธิบาย แทบจะไม่มีข้อปฎิเสธโดยส่วนตัวก็เป็นได้

แต่จะมีกี่คนจะสามารถอธิบาย ให้ผู้คนหมู่มากได้เข้าใจได้ง่ายๆ ตามแนวคิดที่ตน
เข้าใจ เพราะฉะนั้นการโต้แย้งถือว่าเป็นเรื่องปกติสามัญของสังคมโลกทุกแขนง
เพื่อหาคำตอบเดียวกันเท่านั้น
 
 
Diagram of cosmic evolution แสดงค่ารังสีที่หนาแน่นในจักรวาล
 
 
ตรวจผบค่ารังสีอดีต Cosmic Background ยังแสดงผลในจักรวาล

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น